ศาลอาญา ร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร กรมคุมประพฤติ และ บชน. จับมือ (MOU) โครงการทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ หวังให้โอกาสผู้ที่กระทำผิดครั้งแรก

เมื่อเวลา 13.30 น. ของวันที่ 16 มิ.ย.2563 ที่ห้องประชุมชั้น 10 อาคารศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ทางศาลอาญา ร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร กรมคุมประพฤติ และกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บชน.) ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับในศาลอาญาในการนี้ นายชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา นายประสพ เรียงเงิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายวิตถวัลย์ สุนทรขจิต อธิบดีกรมคุมประพฤติ และพล.ต.ต.สุคุณ พรหมายน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ดังกล่าว โดยมีนางเมทินี ชโลธร รองประธานศาลฎีกาและประธานที่ปรึกษาโครงการ“ ศาลยุติธรรมห่วงใยฝ่าภัยโควิด” ให้เกียรติเป็นสักขีพยาน

นายชูชัย อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา กล่าวว่า โครงการทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับในศาลอาญาเป็นส่วนหนึ่ง ของโครงการ“ ศาลยุติธรรมห่วงใยฝ่าภัยโควิด” โครงการที่ 3 การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและการลดการคุมขังที่ไม่จำเป็นตามนโยบายของประธานศาลฎีกาโครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเป็นการช่วยเหลือและลดภาระแก่คู่ความและประชาชนผู้ใช้บริการศาลในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบทำให้ขาดรายได้ ซึ่งโดยปกติแล้วการตัดสินคดีอาญาศาลจะใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานอของทั้งโจทก์และจำเลย หากศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดศาลจะพิพากษายกฟ้อง แต่หากศาลพิจารณาได้ความว่ามีการกระทำผิดและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยโดยกำหนดวิธีการลงโทษให้เหมาะสมกับพฤติการณ์และความร้ายแรงของการกระทำความผิด

การลงโทษจำคุกจะใช้เฉพาะกรณีที่จำเลยทำความผิดร้ายแรง และน่าจะเป็นอันตรายต่อสังคม แต่หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นความผิดไม่ร้ายแรงจำเลยไม่เคยต้องโทษมาก่อนศาลอาจกำหนดโทษจำคุก แต่ให้รอการลงโทษไว้หรือเพื่อให้โอกาสจำเลยได้กลับตัวเป็นพลเมืองดีโดยไม่มีมลทินติดตัวศาลอาจใช้วิธีการรอการกำหนดโทษแทนก็ได้ สำหรับโทษปรับซึ่งอาจมองว่าเป็นโทษเบา แต่ถ้าไม่ชำระค่าปรับผู้ต้องโทษปรับอาจต้องถูกจำกัดอิสรภาพ ด้วยการกักขังแทนค่าปรับ

ศาลอาญาจึงนำนโยบายของประธานศาลฎีกาที่ให้ลดการคุมขังที่ไม่จำเป็น โดยนำการทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับมาใช้ในศาลอาญาเพื่อเป็นทางเลือกให้จำเลยที่ศาลพิพากษาลงโทษปรับสถานเดียวหรือพิพากษารอการลงโทษและปรับ แต่ไม่มีเงินเพียงพอที่จะชำระค่าปรับ สามารถยื่นคำร้องขอทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับต่อศาลชั้นต้นได้ ซึ่งปัจจุบันยังมีจำเลยผู้ต้องโทษปรับจำนวนมากที่ไม่ทราบถึงสิทธิดังกล่าวทำให้ต้องถูกกักขังแทนค่าปรับเพียงเพราะความยากจน ศาลอาญาจึงบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเพื่อให้มีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้ให้ผู้ต้องโทษปรับทราบถึงสิทธิที่จะขอทำงานแทนค่าปรับ และดูแลเพื่อให้การทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับของผู้ต้องโทษปรับครบถ้วนตามเงื่อนไขและบรรลุความมุ่งหมายของบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว

โดยโครงการนี้จะช่วยลดความแออัดในเรือนจำ และลดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคในสถานที่กักขัง นอกจากนี้การทำงานบริการสังคมหรือทำงานสาธารณประโยชน์ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ต้องโทษปรับได้แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและยังทำให้ผู้ต้องโทษปรับรู้สึกว่าได้ใช้ความรู้ความสามารถบำเพ็ญความดี ชดเชยให้แก่สังคมผ่านงานที่ทำด้วย ซึ่งโครงการนี้จะต้องมีการติดตามประเมินผลร่วมกับหน่วยงานภาคีเป็นระยะ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลทั้งแก่ผู้ต้องโทษปรับเองและสังคมโดยรวม

เมื่อถามมีกฎหมายเรื่องทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับมานานแล้ว แต่ลงนามร่วมภาคีนี้ มีวัตถุประสงค์อย่างไร นายชูชัยกล่าวว่า เป็นเรื่องจริงที่กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 ที่ต้องการประชาสัมพันธ์ครั้งนี้ เพราะการบังคับใช้น้อยมาก ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะประชาชนไม่ทราบ หรือเป็นความผิดทางศาลที่ไม่ประชาสัมพันธ์เท่าที่ควร และต้องการช่วยบุคคลที่ยากจนไม่มีเงินชำระค่าปรับทำให้ต้องถูกกักขังแทนโดยไม่จำเป็น การทำงานบริการสังคมแทนค่าปรับ1วันแทนเป็นเงิน 500 บาท ทั้งยังสามารถประหยัดงบประมาณการเลี้ยงดูผู้ถูกคุมขังในเรือนจำด้วย

เมื่อถามถึงหากทางศาลมาใช้การรอการลงโทษ มาปรับใช้มากขึ้น กับความผิดที่ไม่รุนแรง อาจจะสร้างค่านิยมให้คนกล้าทำผิดมากขึ้นหรือไม่ นายชูชัย กล่าวว่า สำหรับการรอการลงโทษทางศาลไม่ค่อยใช้ แต่ละศาลจะมีบัญชีกำหนดอัตราโทษ(ยี่ต๊อก)ที่ไม่ได้ระบุเรื่องการรอการลงโทษไว้ แต่เมื่อประธานศาลฎีกาอยากให้ใช้ ตอนนี้ทางศาลก็เริ่มใช้ไปแล้วหลายคดี สำหรับเรื่องที่จะมีคนกล้าทำผิดมากขึ้นเพราะการรอการลงโทษ ต้องเรียนว่าทางศาลมีหลักเกณฑ์ ว่าต้องเป็นการกระทำผิดครั้งแรก และภายในเวลาที่ศาลรอลงโทษ หากบุคคลนั้นทำผิดซ้ำ อัตราโทษที่รอไว้อาจจะรุนแรงขึ่นก็เป็นได้ ตนเข้าใจถึงความห่วงใยในสังคม แต่ตนคิดว่ากับคนที่ทำผิดครั้งแรก ที่มีโทษเล็กๆน้อยๆ

อาจจะเพราะความจำเป็นด้วยปัจจัยหลายอย่าง ส่วนตัวตนมองว่าควรให้โอกาสเขาได้กลับตัว เพราะถึงจะลงโทษขั้นรุนแรงไป ตนก็ไม่เชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาให้คดีหมดไปได้

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็น
กรุณาใส่ชื่อคุณ