ผู้สื่อข่าวจังหวัดพัทลุงรายงานข่าวคืบหน้ากรณีที่นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายก อบจ.พัทลุง นายสุพัฒน์ ชาตรี ประธานสภา อบจ.พัทลุง พร้อมสมาชิกสภาและผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดพัทลุง ยื่นหนังสือต่อนายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ในฐานะประธานกรรมการรังนกจังหวัดพัทลุง เรียกร้องให้คณะกรรมการรังนกพิจารณาทบทวนราคากลางรังนกอีแอ่น ที่คณะกรรมการรังนกมีการประชุมและประกาศราคากลางอยู่ที่ 450 ล้านบาท พร้อมสัญญาแนบท้าย จัดซื้อรถตู้ 1 คัน รถยนต์กระบะ 4 ประตู 2 คันและเรือหางยาวจำนวน 1 ลำ รวมมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 7-10 ล้านบาท

ซึ่งสมาชิกสภาจังหวัดพัทลุง มองว่าการประกาศของคณะกรรมการรังนก ส่อให้เห็นถึงกรรมการบางส่วนเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน เนื่องจากอนุกรรมการกำหนดราคากลางรังนกเสนอให้กรรมการพิจารณา 2 แนวทาง คือราคา 450 ล้านบาท พร้อมสัญญาแนบท้ายและราคา 475 ล้านบาท โดยตัดส่วนที่เป็นสัญญาแนบท้ายออก แต่ในที่ประชุมคณะกรรมการรังนกเลือกที่จะประกาศที่ราคาต่ำ โดยไม่ได้ขอมิที่ประชุม เพียงแค่สอบถามเป็นรายบุคคล ประธานกรรมการก็ประกาศรับรองที่ 450 ล้านบาท  ทำให้ชมรมผู้พิทักษ์ผลประโยชน์จังหวัดพัทลุงและสมาชิกสภาจังหวัดพัทลุงพร้อมกับผู้นำท้องถิ่นยื่นเรื่องให้กรรมการรังนกอีแอ่นจังหวัดพัทลุง ได้ทบทวนราคากลางรังนกให้อยู่ที่ราคา 475 ล้านบาท

คืบหน้าเมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 30 พ.ค.นี้ ที่ห้องประชุมอิรวดี ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดพัทลุง นายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ในฐานะประธานกรรมการพิจารณาจัดเก็บรังนกอีแอ่นจังหวัดพัทลุง เป็นประธานการประชุมกรรมการรังนกอีแอ่น เพื่อพิจารณาหนังสือเรียกร้องให้กรรมการรังนกพิจารณาทบทวนราคากลาง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ที่ประชุมก็ได้ประกาศเปิดขายซองและกำหนดวันยื่นซองประมูลราคาไปแล้ว ที่ราคากลาง 450 ล้านบาท แต่เมื่อประชาชนเรียกร้องให้พิจารณาราคากลางใหม่ กรรมการก็ต้องรับฟังและเปิดประชุมคณะกรรมการ เพื่อพิจารณาว่าจะมีการทบทวนราคากลางรังนกตามที่มีการเรียกร้องหรือไม่

 โดยที่ประชุมได้เปิดโอกาสให้กรรมการได้ที่เข้าร่วมประชุมจำนวน 11 คน ได้อภิปรายกันหลายๆมุมมอง และยืนยันว่าการประชุมครั้งที่ผ่านมา แม้ว่าจะไม่ได้มีการลงมติด้วยการยกมือในที่ประชุม ก็ถือว่าเป็นการประชุมที่ชอบด้วยกฎหมาย ประธานสอบถามความคิดเห็นเป็นรายบุคคล ส่วนใหญ่ก็เห็นชอบที่ราคากลาง 450 ล้านบาท

 ส่วนกรณีที่ผู้ร้องอ้างว่า รอบประมูลสัมปทานที่ผ่านมา มีรังนกอีแอ่นเพิ่มของจำนวน 3196 กก.นั้น ที่ประชุมก็ได้มีมติเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องให้นำหลักฐานการเพิ่มขึ้นของรังนกอีแอ่น และที่มาของราคากลางที่กำหนด มาแสดงต่อกรรมการในภายหลัง ที่ประชุมจึงต้องเลื่อนพิจารณาทบทวนราคากลางรังนกออกไปก่อน

 ส่วนกรณีที่ประชุมคณะกรรมการที่ผ่านมา มีมติว่าถ้าหากการประกาศครั้งที่ 3 ยังไม่มีเอกชนยื่นซองประมูลราคารังนก จังหวัดพัทลุงโดยคณะกรรมการจะจัดให้มีการประมูลแบบกรณีพิเศษนั้น ที่ประชุมได้ยกเลิกประกาศดังกล่าวและจะดำเนินการให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ เมื่อประกาศแล้วไม่มีผู้ยื่นซองประมูลสัมปทาน ก็ต้องส่งให้อนุกรรมการกำหนดราคากลางรังนกได้พิจารณาขึ้นมาใหม่ แต่อย่างไรก็ตามทางคณะกรรมการก็จะพยายามดำเนินการให้มีผู้สัมปทานเก็บรังนกให้เร็วที่สุด

นายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดและประธานกรรมการพิจารณาจัดเก็บรังนกอีแอ่นจังหวัดพัทลุง เผยว่า ที่ประชุมได้พิจารณาในหลายๆประเด็นกรณีที่ถูกมองว่า มีการประชุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ได้ขอมติในที่ประชุม ก็มาดูกันใหม่ กรรมการทุกคนก็ยืนยันว่าเป็นการประชุมที่ถูกต้องแล้ว จึงได้ประกาศราคากลางรังนกอยู่ที่ 450 ล้านบาท และวันนี้ประกาศก็ยังมีผล ถ้าหากมีเอกชนมาซื้อซองที่กำหนดวันสุดท้ายในวันที่ 2 มิถุนายน ก็เปิดให้มีการยื่นซองในวันที่ 4 มิถุนายน ตามที่ได้ประกาศไว้

ส่วนที่นายก อบจ.พัทลุง ได้ยื่นหนังสือขอให้คณะกรรมการทบทวนราคากลางใหม่นั้น ที่ประชุมก็รับเรื่องไว้พิจารณา และหลังจากนี้ก็จะเชิญผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นผู้สัมปทานเก็บรังนก และกรรมการดกำหนดราคากลาง นำหลักฐานมาแสดงที่ไปที่มาของราคากลาง กรณีที่รังนกเพิ่มขึ้นสูงจาก 5000 กก.เป็น 8000 กก.มีที่ไปที่มาอย่างไร

 ทางด้านนายปรีดี มนตรี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิรังนกอีแอ่นจังหวัดพัทลุง เผยว่าในฐานะกรรมการก็ต้องการให้เอกชนได้เข้ามาประมูลสัมปทานเก็บรังนกโดยเร็ว ก่อนที่จะผู้สัมปทานรายเก่าจะหมดสัญญาในวันที่ 14 มิถุนายน และไม่อยากให้เกิดช่องว่าง เพราะเชื่อชาวบ้านจะฉวยโอกาศบุกเกาะเพื่อขโมยรังนก จะทำให้จังหวัดพัทลุงเสียหาย การที่คณะกรรมการเร่งให้มีการเปิดประมูลสัมปทานเก็บรังนก ก็ต้องการให้มีผู้รับผิดชอบ ก็ถือว่าทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ให้กับประชาชน

นายปรีดี กล่าวอีกว่า สัญญาสัมปทานรังนกอีแอ่นจังหวัดพัทลุง มีปัญหาในบางข้อ โดยเฉพาะกรณีที่กำหนดให้ผู้สัมปทานเก็บรังนกอีแอ่น จะต้องอนุรักษ์และดูแลให้ปริมาณรังนกเพิ่มขึ้น 5 เปอร์เซ็นต์ของทุกปี  ถ้าหากผิดเงื่อนไข่จะต้องถูกปรับ กิโลกรัมละ 6 หมื่นบาท จึงทำให้ผู้สัมปทานปรุงแต่งตัวเลขให้เพิ่มขึ้น เพื่อหลีกการถูกปรับ จึงเห็นว่าปริมาณรังนกเพิ่มขึ้น และรู้ว่าเป็นตัวเลขที่แต่งขึ้นมา และ บริษัทผู้สัมปทานก่อนหน้านี้ รายงานตัวเลขตรงไปตรงมา ทำให้ถูกปรับเป็นเงิน 12 ล้านบาท

ภาพ/ข่าว  ไสว  รุยันต์ ผู้สื่อข่าว จ.พัทลุง

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็น
กรุณาใส่ชื่อคุณ