เมื่อเวลา 09.00 น. ของวันที่ (3 ต.ค.) ที่ เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ถนนงามวงศ์วาน ทางกรมราชทัณฑ์ ได้ทำการปล่อยตัวผู้ต้องขังออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษให้ปล่อยตัว โดยมี 2 แกนนำ นปช. ได้รับการปล่อยตัวในครั้งนี้ร่วมกับผู้ต้องขังอื่นทั่วประเทศอีก 27,000 คน คือ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช. ที่ถูกพิพากษาจำคุก 2 ปี 8 เดือน ในคดีร่วมชุมนุมหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์เมื่อปี 2550 และ นายพายัพ ปั้นเกตุ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยและแกนนำ นปช. ถูกตัดสินจำคุก 4 ปี ในคดีล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเมื่อปี 2552

โดยผู้ต้องขังทั้งสองได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัว ตามมาตรา 6 (1) บัญญัติว่า ผู้ต้องโทษจำคุก ไม่ว่าในกรณีความผิดคดีเดียวหรือหลายคดี ซึ่งมีโทษจำคุกตามกำหนดโทษที่จะต้องได้รับต่อไปเหลืออยู่ไม่เกินหนึ่งปี และ (2) (จ) บัญญัติว่า เป็นคนมีอายุไม่ต่ำกว่าหกสิบปีบริบูรณ์ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ มีโทษจำคุกตามกำหนดโทษที่จะต้องได้รับต่อไปเหลืออยู่ไม่เกินสามปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ หรือเป็นคนมีอายุตั้งแต่เจ็ดสิบปีขึ้นไป โดยทั้ง 2 คน ได้เข้ารับการอบรบเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัวในโครงการโคกหนองนาเป็นเวลา 15 วันแล้ว

โดยตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้มีกลุ่มคนเสื้อแดงจำนวน 20 คน เดินทางมาให้กำลังใจ พร้อมแกนนำ นปช. ทั้ง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. นายแพทย์เหวง โตจิราการ นางธิดา ถาวรเศรษฐ และนายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก มารอต้อนรับคืนสู่อิสรภาพกระทั่งเวลา 13.15 น. นายวิภูแถลงและนายพายัพได้ถูกปล่อยออกจากเรือนจำ ในลำดับที่ 369 และ 372 โดยนายวิภูแถลงกล่าวว่า ทราบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงราชการที่ 10 ก่อนการปล่อยตัวได้เข้าอบรบโครงการโคกหนองนา เป็นเรื่องที่ดี ส่วนเรื่องทัศนคติทางการเมืองยังคงชัดเจนเช่นเดิม อำนาจประชาธิปไตยต้องเป็นของคนไทย และ รัฐบาลต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชนเพื่อเดินหน้าทางการเมือง การเมืองทุกวันนี้เดินทางมาไกลกว่าคำว่าเสื้อเหลือง-เสื้อแดงแล้ว

นายพายัพเปิดเผยว่า ส่วนตัวเข้าคุก มาหลายรอบแล้ว แต่ในเรื่องของอุดมการณ์ยังมั่นคงและชัดเจนเช่นเดิม ยอมรับปัจจุบันการเมืองเป็นหน้าที่ของรุ่นลูก รุ่นหลานที่จะต้องกำหนดอนาคตของประเทศแล้ว ขอคนรุ่นใหม่เดินหน้าประชาธิปไตยในทางที่ถูกต้อง นอกจากนี้ ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ยังได้ปล่อยตัว นายเชาวริน ลัทธิศักดิ์ศิริ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ต้องขังในความผิดคดีฉ้อโกงเงินซื้อปูนของบริษัทเอกชนสัญชาติกัมพูชา จำนวนเงิน 11 ล้านบาท ก่อนมีคำพิพากษาจำคุก 2 ปี เมื่อวันที่ 10 ก.ค.62 ทั้งนี้ก่อนได้รับพระราชทานอภัยโทษ นายเชาวริน ถูกถอดยศ ร.ต.ท. โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดยศอดีตข้าราชการตำรวจ ออกจากยศตำรวจจำนวนทั้งสิ้น 10 ราย ซึ่งนายเชาวริน เป็นหนึ่งในนั้น โดยนับตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2557 ซึ่งเป็นวันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด เนื่องจากกระทำความผิดอาญาฐานฉ้อโกงประชาชน และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์



