2 สาวลูกนายก ส่งทนายแจ้งความต่อ พงส.นางเลิ้งเพื่อเอาผิดคนใส่ร้ายโกงประเทศ ฟอกเงิน ทำเสื่อมเสียชื่อเสียง – ยันอยู่ไทย ไม่เคยหนีไปอยู่ ตปท.

วันที่ (2 ก.ย.) เมื่อเวลา 14.00 น.  ที่ สน.นางเลิ้ง น.ส.ธัญญา และ น.ส.นิฏฐา จันทร์โอชา บุตรสาว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้ นายอภิวัฒน์ ขันทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะทนายความประจำสำนักกฎหมาย อ.อัมพร ณ ตะกั่วทุ่ง และเพื่อน นำหลักฐานการโพสต์ทวิตเตอร์และสื่อโซเชียลมีเดียต่าง ๆ รวมกว่า 100 บัญชี เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง เพื่อให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลดังกล่าวในความผิดฐานหมิ่นประมาท และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฯ กรณีกล่าวหาว่าบุตรสาวของนายกทั้ง 2 คน เปลี่ยนชื่อและนามสกุล เพื่อหนีคดีไปอยู่คฤหาสน์หรูในประเทศอังกฤษ และช่วยบิดาฟอกเงิน ซึ่งเป็นการทุจริต สร้างความเสียหายให้แก่ชื่อเสียง เกียรติยศ วงศ์ตระกูลเป็นอย่างมาก

โดย นายอภิวัฒน์ ได้อ่านคำชี้แจงของบุตรสาวทั้ง 2 ของนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้ปฏิเสธไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับงานของบิดา ไม่เคยแสดงความคิดเห็นใดๆทางการเมือง และจำเป็นต้องปกป้องเกียรติยศ ศักดิ์ศรี สิทธิของตนเองและวงศ์ตระกูล โดยได้ชี้แจงประเด็นที่มีการกล่าวหาต่าง ๆ ที่มีการกล่าวหารวม 10ประเด็น อาทิ ไม่เคยเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุล เพื่อทำผิดกฎหมาย เช่น ฟอกเงิน ขอวีซ่าเพื่อหนีไปอยู่ต่างประเทศ และอยู่ในประเทศไทยมาโดยตลอด, ไม่เคยไปเรียนต่อที่ประเทศออสเตรเลีย แต่เคยไปท่องเที่ยวเพียงครั้งเดียวเมื่อวัยเด็ก, ไม่ได้เรียนปริญญาโทและไม่เคยสอบตก, ไม่มีบัญชีธนาคารที่ต่างประเทศ มีเพียงบัญชีในประเทศไทยเท่านั้น, ส่วนการโอนเงินจากบิดามาเข้าบัญชีของบุตรสาว บิดาโอนให้เมื่อปี 2556 และเป็นเงินที่มาจากการแบ่งทรัพย์สินภายในครอบครัว โดยได้มีการชี้แจงทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ไปแล้ว ส่วนสาเหตุที่ไม่ปรากฏตัวตามสื่อโซเชียลมีเดียนั้น เพราะไม่มีบัญชีส่วนตัวในโซเชียลมีเดีย และไม่ต้องการให้มีบุคคลใดนำภาพไปแอบอ้างเพื่อหาผลประโยชน์ ต้องการใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดาไม่ต้องการได้รับอภิสิทธิ์และผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบิดา ส่วนจะมีนักการเมือง เข้าไปเกี่ยวข้องกับการสร้างความสับสนให้ประชาชนหลงเชื่อและเกิดความเสียหายหรือไม่นั้น ในฐานะทนายความไม่สามารถระบุได้ เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนในการรวบรวมพยานหลักฐาน และพิสูจน์ทราบบัญชีรายชื่อทวิตเตอร์และโซเชียลมีเดียต่างๆ กว่า 100 บัญชี ที่นำมามอบให้เป็นหลักฐานหากผิดก็จะดำเนินคดีทั้งหมด

“นายกรัฐมนตรีไม่ได้มีการเน้นย้ำหรือกำชับใด ๆ เป็นพิเศษ ตนเองมาในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายทั้งสอง ซึ่งได้อดทนอดกลั้นมาโดยตลอด แต่ครั้งนี้เสื่อมเสียชื่อเสียงต่อวงศ์ตระกูล จึงต้องการดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ไม่มีการยอมความ ให้ไปว่ากันในชั้นศาล และไม่ต้องมีการมาขอขมาใด ๆ เพราะลูกความของตนเองต้องการให้เป็นบรรทัดฐาน ไม่ให้มีผู้ใดมาว่าร้ายใครในลักษณะนี้อีก”  นายอภิวัฒน์ กล่าว

ด้าน พล.ต.ต.สำเริง สวนทอง ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 เปิดเผยว่า หลังจากนี้ก็จะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมารวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด เพราะพยานหลักฐานมีเป็นจำนวนมาก และอาจมีการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มีความเชี่ยวชาญในการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีมาร่วมในการสืบสวนคดีนี้ ทั้งนี้ ยืนยันไม่ได้กดดันที่ผู้เสียหายเป็นลูกสาวนายก แต่เมื่อมีผู้เสียหายมาแจ้งความ พนักงานสอบสวนก็จะดำเนินการไปตามปกติ

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็น
กรุณาใส่ชื่อคุณ