วันนี้ (5 ก.ย.68) ศาลอาญา นัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีที่พนักงานอัยการโจทก์ ยื่นฟ้องนายเอกชัย ที่ 1

นายบุญเกื้อหนุน ที่ 2

นายสุรนาถ ที่ 3

นายชนาธิป ที่ 4

นายภาณุภัทร์ ที่ 5

โดยศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 80, 215 วรรคหนึ่ง, 385 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เฉพาะจำเลยที่ 1 และ ที่ 3 ยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคสามด้วย

และจำเลยทั้งห้ามีความผิดทางพินัยตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 114 วรรคหนึ่ง, 148 วรรคหนึ่ง (เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการกระทำ กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันพยายามกระทำการประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี ซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับมาตรา 110 วรรคหนึ่งตามมาตรา 110 วรรคสอง อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกคนละ 16 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 21 ปี 4 เดือน

ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.765/2562 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1032/2562 ของศาลชั้นต้นนั้นเมื่อปรากฏว่าคดีอาญาหมายเลขดำที่

อ.765/2562 ศาลชั้นต้นไม่ได้พิพากษาลงโทษจำคุก ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1032/2562 คดีถึงที่สุดศาลฎีกาพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปีและจำเลยที่ 1 ถูกจำคุกครบกำหนดโทษแล้วจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็น
กรุณาใส่ชื่อคุณ