เปิดพฤติการณ์ฝากขัง “บุญช่วย” กับบุตรชาย เบิกความเท็จยักยอกที่ดินมูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุเป็นของตนเอง ยื่น1ล้านบาทขอประกัน หลังตำรวจกองปราบคุมตัว “บุญช่วย-ลูกชาย” จำเลยใคคดีฮุบที่ดินธรณีสงฆ์ 3.8 พันไร่ มาขออำนาจศาลฝากขังผัดแรก

วันนี้ (11 มิ.ย.) เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ป.ทำการเบิกตัวนายบุญช่วย เจริญสถาพร อายุ 80 ปี และ นายกิตติพงษ์ เจริญสถาพร อายุ 43 ปี บุตรชาย ผู้ต้องหาในคดียักยอกที่ดินอภิธรรมมหาธาตุ ตามหมายจับศาลอาญา รัชดาฯ ข้อหา “เบิกความเท็จต่อศาล,ให้การเท็จต่อเจ้าพนักงานและเจ้าหน้าที่ และร่วมกันยักยอกทรัพย์” ไปขออำนาจศาลอาญา รัชดาฯ เพื่อฝากขัง ในคดียักยอกที่ดินในพื้นที่ ต.พลวง ต.ตะเคียนทอง อ.เขาคิชณกูฎ และบางส่วนใน อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ของมูลนิธิจำนวน 3,800 ไร่ ไปเป็นของตนเอง โดยมีการสวมสิทธิการครอบครองและนำไปออกโฉนดโดยมิชอบ ไปทำการฝากขังผัดแรกยังศาลอาญา ทั้งนี้ระหว่างที่นำตัวขึ้นรถตู้นั้น ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับเรืองราวทางคดี แต่ก็ถูกนายบุญช่วยและนายกิตติพงษ์ ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียด ก่อนจะรีบเดินขึ้นรถตู้ในทันที

ต่อมาเมื่อเวลา 10.45 น. ที่ ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ทางพนักงานสอบสวนกองปราบ ได้นำตัวบุคคลทั้งสองมายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรก เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 11 – 22 มิ.ย.นี้ เนื่องจากต้องสอบพยานอีก 10 ปาก และรอผลตรวจลายพิมพ์นิ้วมือผู้ต้องหา โดยพนักงานสอบสวน ได้ขอคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราวด้วย เพราะผู้ต้องหามีพฤติการณ์เหิมเกริม สร้างหลักฐานเท็จนำไปฟ้องศาล กับให้การเท็จต่อศาลหลายครั้งโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย โดยผู้ต้องหาทั้งสองมีหน้าที่ดูแลที่ดินแทนมูลนิธิฯซึ่งซื้อมาด้วยเงินบริจาคของพุทธศาสนิกชนที่เลื่อมใสในพุทธศาสนา กอบโกยผลประโยชน์ไปเป็นของตนเองจำนวนมาก แล้วยังยักยอกเอาทรัพย์ของมูลนิธิไปทั้งหมดโดยไม่เกรงกลัวต่อบาปกรรม มีพฤติกรรมยุ่งเหยิงต่อพยานหลักฐานและอาจก่อเหตุอันตรายประการอื่น อีกทั้งทรัพย์ที่ถูกประทุษร้ายมีมูลค่าสูงอประกอบกับการกระทำผิดบางกรรมใกล้หมดอายุความ หากผู้ต้องหาได้รับการปล่อยชั่วคราวก็อาจหลบหนีไม่สามารถนำตัวมาฟ้องได้ภายในอายุความ ซึ่งจะเกิดความเสียหายต่อการดำเนินคดีจนไม่อาจเยียวยาได้

โดยคำร้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.63 พนักงานสอบสวน แจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาทั้งสองว่า ร่วมกันยักยอก , ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานและแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความลงในเอกสารราชการ , ร่วมกันเบิกความเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 , 177 , 267 , 352 ประกอบ มาตรา 83 โดยเหตุจากเมื่อปี พ.ศ.2510 มูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย ได้จัดตั้งเป็นนิติบุคคลมี “พระกิตติวุฑโฒ” เป็นกรรมการ ผจก.มูลนิธิ

ต่อมาปี พ.ศ.2513-2515 พระกิตติวุฑโฒ ซื้อที่ดินที่เป็น นส.3 (หนังสือรับรองทำประโยชน์ในที่ดินที่มีเพียงสิทธิครอบครองไม่มีกรรมสิทธิ์) และที่ดินมือเปล่า รวมเนื้อที่ 4,000 ไร่ ในราคา 12 ล้านบาท จากนายสมพล โกศลานันท์ เจ้าของที่ดิน โดยนำเงินที่เรี่ยไรการทำบุญมาจากพุทธศาสนิกชนที่มีจิตศรัทธา ไปชำระให้นายสมพล 8 ล้านบาทแล้วนายสมพล ส่งมอบที่ดินให้ครอบครองเป็น “ศูนย์ปฏิบัติธรรม” ทำกิจกรรมทางศาสนา ระหว่างนั้นมีการมอบหมายผู้ต้องหาที่ 1 ซึ่งเป็นน้องชายของพระกิตติวุฑโฒ มาดูแลและมีผู้ต้องหาที่ 2 มาอยู่ด้วย โดยผู้ต้องหาทั้งสองได้ไปติดต่อหน่วยราชการและเสียภาษีที่ดินในนามมูลนิธิฯ จนมาถึงปี พ.ศ.2538 นายสมพล เสียชีวิต และปี พ.ศ.2548 พระกิตติวุฑโฒ มรณภาพ ก็ไม่มีการเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองที่ดิน
ต่อมา ปี พ.ศ.2550 นายบุญช่วย ผู้ต้องหาที่ 1 มีเจตนาทุจริตที่ต้องเอาที่ดินซึ่งเป็นของมูลนิธิที่ตนครอบครองแทนอยู่ให้มาเป็นของตนเอง จึงวางแผนด้วยการทำเอกสารอันเป็นเท็จระบุว่า นายบุญช่วย ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นผู้ซื้อที่ดินทั้งหมดจากนายสมพล (ที่เสียชีวิตไปเมื่อปี พ.ศ.2538) เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดจันทบุรี ต่อมามีการสมยอมกันระหว่างผู้ต้องหาที่ 1 กับนายเรวัติ โกศลานันท์ ทายาทของนายสมพล จนเป็นเหตุให้ศาลจังหวัดจันทบุรี มีคำพิพากษาตามยอม โดยผู้ต้องหาที่ 1 ใช้คำพิพากษาไปยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อเปลี่ยนชื่อทางทะเบียน ใน นส.3 จากนายสมพล มาเป็นชื่อของนายบุญช่วย ผู้ต้องหาที่ 1 แต่เจ้าพนักงานที่ดินโต้แย้งว่านายเรวัติไม่ใช่ทายาทของนายสมพลเพียงคนเดียว จึงไม่จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อให้ ต่อมาผู้ต้องหาที่ 1 จึงทำเอกสารเท็จขึ้นมาอีก ให้ทายาทของนายสมพลอีก 2 คนลงนามว่านายสมพลขายที่ดินให้ผู้ต้องหาที่ 1 แล้วนำไปเสนอต่อศาล แล้วต่อมาศาลจังหวัดจันทบุรี ได้มีหนังสือให้เจ้าพนักงานที่ดิน โอนเปลี่ยนชื่อ ใน นส.3 จากชื่อนายสมพลเป็นนายบุญช่วย ผู้ต้องหาที่ 1
ต่อมาปี พ.ศ.2553 -2554 ผู้ต้องหาที่ 1-2 มีเจตนาแย่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินของมูลนิธิฯ มาเป็นของตัวเอง ด้วยการแจ้งความเท็จกับเจ้าพนักงานที่ดินว่าตนเป็นเจ้าของที่ดิน นส.3 และที่ดินเปล่าทั้งหมด ทำให้เจ้าพนักงานที่ดิน ออกโฉนดให้ผู้ต้องหาที่ 1-2 รวม 99 ฉบับ ต่อมาทายาทนายสมพล ทราบเรื่องดังกล่าว จึงไปยื่นฟ้องศาลเพื่อทวงที่ดินคืนจากผู้ต้องหาที่ 1 และเป็นเหตุให้ฟ้องร้องต่อเนื่องกันไปมาทั้งแพ่ง-อาญาตั้งแต่ปี พ.ศ.2554-2562 และมีการเบิกความเท็จต่อศาลจังหวัดจันทบุรี 3 คดี ผู้ต้องหาที่ 1 เบิกความเท็จรวม 8 กรรม และผู้ต้องหาที่ 2 เบิกความเท็จ 4 กรรม เป็นเหตุให้มูลนิธิฯ ซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริง เสียหาย 207,178,580 บาท (ตามราคาซื้อขายในปัจจุบันราคาไร่ละ 700,000 บาท รวมราคาที่ดินประเมิน 2,450 ล้านบาท) มูลนิธิฯ จึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับกองปราบฯ เพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งสอง เหตุเกิดที่ จ.จันทบุรีระหว่างวันที่ 3 พ.ค. 50-13 ก.ย.62 ต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาที่ 1-2 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
ศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้าน จึงมีคำสั่งอนุญาตแล้วให้ฝากขังได้ ขณะที่ผู้ต้องหาทั้งสองยื่นหลักทรัพย์เงินสดคนละ 1 ล้านบาท เพื่อขอปล่อยชั่วคราว อยู่ระหว่างศาลพิจารณา




