เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนเเจ้งวัฒนะ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม นำตำรวจสังกัด สภ.อ.ชลบุรี 7 นาย มายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม ต่อ น.ส. นารี ตัณฑเสถียร อัยการสูงสุด เพื่อให้ส่งพนักงานอัยการร่วมการสอบสวนตามพ.ร.บ.อุ้มหายฯโดยเร็วในคดีที่กลุ่มตำรวจถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในการจับผู้ต้องหาเว็บไซต์พนันออนไลน์ไปเรียกเงินกว่า 140 ล้านบาท
นายอัจฉริยะ กล่าวว่า ตำรวจที่มีรายชื่ออยู่ในชุดจับกุม 7 นายที่ไม่ได้กระทำความผิดแต่กลับถูกเรียกตัวมารับทราบข้อกล่าวหาที่สโมสรตำรวจ ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานชุดสืบสวนของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. โดยที่ผ่านมาพบว่าชุดทำงานของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ สร้างพยานหลักฐานเท็จ และสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งมีลูกน้องของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เกี่ยวข้องกับการอุ้มตัวนายเป้ ผู้ต้องหาคดีเว็บพนันไปอุ้มรีดเงินด้วย

” คดีนี้มีการสั่งการให้ตำรวจตำแหน่ง รอง สว.จร. และรอง ผกก.ปราบปราม สภ.พัทยา จ.ชลบุรีให้ร่วมนำตำรวจในชุดจับกุมมาแจ้งข้อกล่าวหา และทำเอกสารรายงานการสืบสวนไปขอศาลออกหมายจับ รวมทั้งปลอมลายเซ็น และบังคับให้พนักงานสอบสวนบางนาย ลงชื่อในบันทึกจับกุม ซึ่งหากทำสำเร็จจะให้เลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้น ” นายอัจฉริยะกล่าว
นอกจากนั้นยังมีเอกสารการสืบสวนคดีของนายเป้ ที่พบว่าเป็นเจ้าของเว็บพนันออนไลน์หลายเว็บไซต์ โดยมีเงินหมุนเวียนกว่า 10,841 ล้านบาทต่อเดือน จากนั้นจะส่งเงินเป็นระบบคริปโตฯ ไปยังไปประเทศสิงคโปร์ แต่หลังจากที่นายเป้ถูกจับแล้ว กลับพบว่ามีความพยายามทำให้นายเป้ พ้นผิด
พร้อมกับนำภาพถ่ายที่ระบุว่า เป็นภาพของรอง ผบก.สตม. กำลังนั่งสอบปากคำ นายบอย ที่พบว่าเป็นคนมาเจรจาเรื่องเงิน 140 ล้านบาท ซึ่งพบว่าเป็นลูกน้องคนสนิทของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มาแสดงต่อสื่อมวลชน และระบุว่าเป็นคนที่ช่วยเหลือให้นายบอยหลบหนีไปประเทศสิงคโปร์ หลังจากเกิดเหตุแล้ว โดยยังมีนักการเมืองของพรรคเพื่อไทยคนหนึ่งได้ร่วมกระทำผิดกับนายบอยด้วย พร้อมกับตั้งคำถามถึง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ว่า จะดำเนินคดีกับเพื่อนของตัวเองหรือไม่ เนื่องจากมีหลักฐานที่พบว่ากระทำผิดชัดเจนส่วนการที่นายเป้ อ้างว่าถูกรีดเงินกว่า 140 ล้านบาท นั้น แท้จริงแล้วถูกเรียกเงินเพียง 65 ล้านบาทเท่านั้น

นายอัจฉริยะ ยังได้นำคลิปเสียงของ ผกก.สภ.เมืองพัทยา ที่ได้โทรศัพท์เรียกให้ ด.ต.กิติศักดิ์ นาคนิยม ผบ.หมู่ปราบปราม สภ.เมืองพัทยา ซึ่งมีรายชื่ออยู่ในชุดจับกุม ที่เข้าไปช่วยค้นที่คอนโดมิเนียมของเครือข่ายมาพบที่สโมสรตำรวจ แต่ปฏิเสธไม่เข้าพบเนื่องจากต้องการทนายความเข้าไปด้วย ทำให้ ผกก.สภ.เมืองพัทยา ถูกสั่งย้ายให้มาช่วยราชการที่ สโมสรตำรวจ หลังจากที่ไม่สามารถเรียกตัวผู้ใต้บังคับบัญชามาได้ และเห็นว่าตำรวจหลายนายถูกข่มขู่เพื่อให้มารับทราบข้อกล่าวหา และจะตกเป็นผู้ต้องหาทันที โดยที่ยังไม่มีการสอบสวนร่วมกับอัยการ ตามพ.ร.บ.อุ้มหาย ฯ
ขณะที่ ร.ต.อ.สมบุญ บุดดาเลิศ รอง สว.สืบสวน สภ.พลูตาหลวง เปิดเผยว่า ได้รับคำสั่งให้มาช่วยตรวจค้นในวันจับกุม ร่วมกับตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ สอท. โดยทำหน้าที่อ่านหมายจับต่อหน้าผู้ต้องหา ในบ้านของผู้ต้องหาย่านคันนายาว จากนั้นก็ได้นำตัวไปที่บก.ภ.จว.ชลบุรี และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการร่วมทำคดีอีก และไม่รู้เรื่องการเรียกรับเงิน 140 ล้านบาท จนกระทั่งถูกเรียกให้มาที่สโมสรตำรวจ และถูกแจ้งข้อกล่าวหา 4 ข้อหา ทันที โดยถูกให้เหตุผลว่า มาพบพนักงานสอบสวนเอง ไม่ได้ออกหมายเรียกมาพบจึงต้องแจ้งข้อหาทันที จึงเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

นายอัจฉริยะ ยังระบุว่า หลังจากนี้หาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังไม่ให้ความเป็นธรรมกับตำรวจที่ยืนยันว่าไม่ได้ร่วมกระทำความผิด ก็จะไปร้องให้กองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ ปปป. ดำเนินคดีกับชุดจับกุม และแจ้งกล่าวหาโดยมิชอบ
ด้านนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยถึงขั้นตอนหลังจากรับหนังสือดังกล่าว ว่า พร้อมชี้แจงว่า ก่อนหน้านี้มีตำรวจ 5 นาย ซึ่งถูกแจ้งข้อกล่าวหาในคดีดังกล่าว ประกอบด้วยตำรวจในท้องที่จ.ชลบุรี และตำรวจ สอท. นำหนังสือ มาร้องขอความเป็นธรรมกับสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว
โดยสำนักงานอัยการ ฝ่ายการสอบสวน อยู่ระหว่างการดำเนินการพิจารณาส่วนหนังสือที่ยื่นในวันนี้จะนำเสนออัยการสูงสุดในช่วงบ่ายวันนี้ ส่วนจะรวมกันเป็นเรื่องเดียวหรือไม่ ต้องพิจารณารายละเอียด เนื่องจากกรณีตำรวจ 5 รายก็ได้มีการพิจารณาไปแล้วส่วนหนึ่ง หากรวมทั้ง 2 กรณีไว้ด้วยกันได้ก็จะรวม และจะพยายามเร่งรัด ให้เร็วที่สุด ยืนยันว่าอัยการสูงสุดจะให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่าย จะทำให้กฎหมายมี ประสิทธิภาพ ในการคุ้มครอง สังคมและประชาชน
ส่วนกรณีนี้ที่ถูกตั้งคำถามถึงการสอบสวน จากทีม ชุดคลี่คลายคดีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ว่า ทางอัยการสูงสุดจะเข้าไปดูแลหรือว่าตรวจสอบสำนวนและการทำคดีอย่างไร เนื่องจากผู้ร้องมีความไม่สบายใจและมองว่าผิดปกติ
รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า ตามกฎหมายแล้วทางอัยการสูงสุด จะเข้าไปกำกับ ตรวจสอบว่าความจริงเป็นอย่างไร ซึ่งจะยึดหลักการพิจารณาตามกฎหมาย วิธีพิจารณาความทางอาญา เป็นหลัก
อย่างไรก็ตามหากใครถูกแจ้งข้อกล่าวหา หรือ ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ 2565 หรือ พ.ร.บ. อุ้มหาย หรือกฎหมาย อื่นๆที่เกี่ยวข้อง เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจและพนักงานสอบสวนจะให้ความเป็นธรรม โดยกฎหมายระบุว่าต้องสอบให้ได้ความจริง ว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้กระทำความผิด หรือบริสุทธิ์
ดังนั้นในเบื้องต้น ผู้ที่เคยมีผู้เข้ามาร้องขอความช่วยเหลือทางกฎหมาย ทางอัยการสูงสุดได้แจ้งว่า ให้การโดยละเอียด ซึ่งจะปรากฏในสำนวน เมื่อมาถึงพนักงานอัยการก็จะมีหน้าที่พิจารณาให้ความเป็นธรรมกับผู้ร้อง
ซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุดก็จะต้องขอตรวจสอบรายละเอียด เกี่ยวกับการสอบสวนว่ามีความบกพร่องหรือไม่อย่างไร เพราะในขณะนี้ที่ได้รับเรื่องมา ทั้งจาก 2 ฝ่าย 2 ด้าน มาด้วยเอกสารที่จำกัด ซึ่งพนักงานอัยการไม่ได้เห็นสำนวนที่แท้จริง ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการ เนื่องจากสำนวนยังอยู่กับชุดคลี่คลายคดีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ รอง ผบ.ตร.
หากพิจารณาข้อมูลการร้องขอความเป็นธรรมว่าเข้าข่ายตาม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ก็จะนำเสนอความเห็นให้อัยการสูงสุดสั่งการดำเนินการช่วยเหลือทางกฎหมายต่อไป ซึ่งยืนยันจะให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย



