นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม คงจะทอดถอนใจ คดีเก่าที่ควรจะจบให้โลกลืมๆไปได้แล้ว ดันเด้งกลับมาเป็นข่าวอีกซะงั้น ฉีกแผลของเขาที่แทบจะหายสนิทไปแล้ว ให้เหวอะหวะอีกรอบ นั่นคือ ข่าวตำรวจไทยอายัดตัว นายวีระศักดิ์ หรือโก้ เชื่อลี อายุ 47 ปี ซึ่งถูกทาง สปป.ลาว จับส่งข้ามแดนมาคืนให้ หลังพ้นโทษคดีหลบหนีเข้าเมือง สปป.ลาวกลายเป็นว่า นายโก้มีประวัติอาชญากรติดตัว เป็นหัวหน้าแก๊งโจร เคยบุกปล้นบ้านของนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ย่านลาดพร้าวซอย 64 เมื่อเดือน พ.ย. 2549

คดีนี้เป็นข่าวอื้อฉาวครึกโครม พอๆ กับเป็นคดีพิสดารที่ไม่เคยมีมาก่อน โจรบุกปล้นบ้านข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ แล้วพบเงินสดซุกซ่อนเต็มบ้าน ถึงขนาดพวกโจรที่มากันเป็นโขยง ยังจนปัญญาจะขนออกไปได้หมด

จากคดีโจรกรรม กลายเป็นคดีเปิดโปงการทุจริตในวงราชการ ส่งผลให้เจ้าของเงิน คือนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ต้องโดนยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินถึง 64 ล้าน และต้องติดคุกนาน 10 เดือนคำให้การของบรรดาโจรผู้ต้องหา ทำเอาสังคมผงะ เบื้องต้นบอกว่าเจอเงินสดเป็นฟ่อนๆ ซ่อนในบ้านปลัดคมนาคมนับพันล้านบาท

ต่อมา ตัวเลขเป็นทางการ ออกมาประมาณ 500 ล้านบาท โดยโจรเจอเงินมากมายขนาดนี้ ก็หมดปัญญาจะลำเลียงออกไปได้หมด ขนกันแบบสุดกำลังแล้ว ก็เอาออกไปได้แค่ 200 ล้านข้าราชการมีเงินสด 500 ล้าน ไม่ต้องให้ศาลตัดสินหรอก ใครก็ตัดสินได้ทันที เป็นเงินสกปรก เงินจากการทุจริตคอร์รัปชั่นแน่นอน

ซึ่งก็เป็นไปตามนั้น ศาลพิพากษาว่านายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ประกอบด้วยเงินสด 17 ล้านบาท และรถตู้โฟล์คสวาเก้นอีก 1 คัน ราคา 3 ล้านบาทกระทำผิด 5 กระทง โดนคุกกระทงละ 2 เดือน รวมถูกสั่งจำคุก 10 เดือนในการไต่สวนการครอบครองรถโฟล์คของกลาง โดย ป.ป.ช. มีการโต้แย้งวุ่นวายจากฝ่ายนายสุพจน์ อ้างว่ามีคนให้ภรรยาเขา “ยืม” ไว้ใช้ แต่ตลกตรงที่รถยืมประสาอะไร นายสุพจน์กลับไปประมูลทะเบียนสวยมาใช้กับรถยืม

แน่นอน คำว่า “ยืม” ลักษณะนี้ คนย่อมนึกถึงการ “ยืม” นาฬิกาหรูอันอื้อฉาว ของบิ๊กป้อม พล.อ.ประวิทย์ วงษ์สุวรรณ รักษาการนายกรัฐมนตรี ซึ่งคดีของบิ๊กป้อม ป.ป.ช. ฟังข้ออ้าง “นาฬิกายืม” แล้วบอกว่าฟังขึ้น แต่ของนายสุพจน์ ป.ป.ช.ชี้ว่าฟังไม่ขึ้น ซึ่งก็ฟังไม่ขึ้นจริงๆ นั่นแหละ แม้นายสุพจน์จะลากตัวคนมาสมอ้างว่าเป็นเจ้าของรถ มาให้การโน่นนี่นั่น ก็กลับย้อนแย้งกันเองในส่วนของเงินสกปรกที่ถูกปล้น พอเกิดเรื่อง นายสุพจน์แจ้งความตำรวจว่า มีเงินถูกปล้นไป 5 ล้านบาท เป็นเงินรับไหว้แต่งงานของลูกสาวเขา ซึ่งเข้าพิธีแต่งงานในวันเกิดเหตุพอดี

แต่พอตำรวจจับโจรได้แทบยกแก๊ง ระหว่างกระจายกันหลบหนีไปจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ก็ยึดเงินของกลางคืนมาได้ถึง 17 ล้าน เกินจำนวน 5 ล้านที่นายสุพจน์แจ้งความไปเยอะมากแล้วหน้าตาโหงวเฮ้งโจรแต่ละคน ก็ไม่มีปัญญาจะหาเงินก้อน 17 ล้าน เพื่อมาสร้างเรื่องกลั่นแกล้งนายสุพจน์แน่ มันต้องเป็นเงินที่แบกกันออกจากห้องนอนนายสุพจน์ทั้งหมดนั่นแหละ ไม่มีทางเป็นอื่นไปได้

มิหนำซ้ำ พวกโจรอ้างว่าเงินที่ปล้นไป ไม่ใช่เงินซองแต่งงานแน่นอน เพราะพวกเขารู้ และสั่งกำชับกันไว้แล้วไม่ให้ยุ่งเงินส่วนนี้ มุ่งเอาแต่เงินมหาศาลในกระเป๋า เพื่อเอาไปคืนให้ “เจ้านาย” เจ้านาย หรือจอมบงการสั่งปล้น จะมีจริงหรือไม่ จะเป็นใครคนไหน ไม่มีหลักฐานสืบสาวไปถึงตัว เพราะพวกโจรที่ถูกจับทั้งหมด ไม่มีใครซัดทอดตรงๆ

มีแต่ข่าวร่ำลือกันว่า ไอ้โม่งคนบงการ เป็นนักการเมืองใหญ่จากแดนอีสาน ซึ่งร่วมปลุกปั้นนายสุพจน์ จนได้ดิบได้ดี ได้เป็นอธิบดีทางหลวงชนบท แล้วขึ้นเป็นอธิบดีกรมทางหลวง ก่อนผงาดขึ้นเป็นปลัดกระทรวงคมนาคมเหตุผลที่นักการเมืองต่อรอง แย่งกระทรวงคมนาคมกันตาเป็นมัน ก็เพราะเป็นกระทรวงเงินกระทรวงทองขนาดปลัดยังมีเงินสดซุกไว้มหาศาล แบบว่าขนไปไม่หมด แล้วรัฐมนตรีจะได้ไปมากขนาดไหน ช่างเป็นเรื่องน่าเศร้าของประเทศไทย ที่เงินงบประมาณต้องมารั่วไหลมากมายขนาดนี้

คำให้การของโจรที่ทำหน้าที่แบกเงิน ระบุว่า เขาเหม็นกลิ่นธนบัตรในบ้านของนายสุพจน์ จนแทบจะอาเจียนกันเลยทีเดียวและอ้างคำของคนใช้ในบ้านนายสุพจน์ว่า บางทีเอาหมูยอมาหั่น ดันเจอธนบัตรอัดแน่นในหมูยอ

อย่างไรก็ตาม หัวหน้าแก๊งโจรที่เพิ่งจนมุมเป็นรายสุดท้าย หลังจากหนีคดีนี้ไปนานถึง 16 ปี เขาให้การปฏิเสธ และขอให้การในชั้นศาลเท่านั้นดูแล้ว หัวเด็ดตีนขาด คนๆ นี้ก็ไม่มีทางจะยอมรับว่า “นาย” หรือไอ้โม่งคนสั่งการปล้นเงินคืน มันคือใคร? ปล่อยให้เป็นความลับดำมืดไปตลอดกาล

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็น
กรุณาใส่ชื่อคุณ