วันที่ 8 เมษายน 2564 ที่หน้าสำนักงานตำรวจภูธรภาค 3 โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. สั่งการให้มีผลการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผบช.ภ.3 ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ชูสวัสดิ์ จันทร์โรจนกิจ ผบก.สส.ภ.3 ,พ.ต.อ.สุคนธ์ ศรีอรุณ รอง ผบก.สส.ภ.3/หัวหน้าชุดปฏิบัติการสืบสวนปราบปรามอาชญากรรมตำรวจภูธรภาค 3 พร้อมเจ้าหน้าที่กองกำกับการสืบสวนฯ เข้าสืบสวนติดตามจับกุมผู้ต้องหา
ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการจับกุมผู้ต้องหา ได้ 6 ราย

1. น.ส.สถาพร เรือนปานันท์ อายุ 35 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนครราชสีมา ที่ จ.131/2565 ลงวันที่ 5 เมษายน 2565 ในฐานความผิด “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” จับกุมตัวได้ที่ หน้าบ้านเลขที่ 462 ม.2 ตำบลบ้านเพชร อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา
2. นายสุทิน พลขันธ์ อายุ 30 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนครราชสีมา ที่ จ.130/2565 ลงวันที่ 5 เมษายน 2565 ในฐานความผิด “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ
โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย แก่ประชาชน” จับกุมตัวได้ที่ หน้าบ้านเลขที่ 462 ม.2 ตำบลบ้านเพชร อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

3.นายศรนรินทร์ อินทะรัตน์ อายุ 39 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนครราชสีมา ที่ จ.26/2565 ลงวันที่ 5 เมษายน 2565 “ร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์โดยแสดงตนเป็นคนอื่น และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย แก่ประชาชน” จับกุมตัวได้ที่ หน้าบ้านเลขที่ 117 ม.9 ตำบล พุกาม อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา
4.นายอาทิตย์ เกตุวิทย์ อายุ 19 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนครราชสีมา ที่ 129/2565 ลงวันที่ 5 เมษายน 2565 “ร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์โดยแสดงตนเป็นคนอื่น และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อทมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย แก่ประชาชน” จับกุมตัวได้ที่ ถนนภายในหมู่บ้าน ม.3 ตำบล หนองพังค่า อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา
5.น.ส.สมาน คำงั้น อายุ 40 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนครราชสีมา ที่ 127/2565 ลง วันที่ 5 เมษายน 2565 “ร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์โดยแสดงตนเป็นคนอื่น และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อทมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย แก่ประชาชน” จับกุมตัวได้ที่ ทางเข้าอาคาร อัสสกาญจน์ เพลส คอนโดมิเนียม แขวงพัฒนาการ เขตสวนหลวง จังหวัดกรุงเทพมหานคร ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา
6.นายพงศธร จรูญโรจน์ อายุ 23 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนครราชสีมา ที่ 130/2565 ลงวันที่ 5 เมษายน 2565 “ร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์โดยแสดงตนเป็นคนอื่น และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อทมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย แก่ประชาชน” จับกุมตัวได้ที่ บ้านเช่าไม่มีเลขที่ ซอยทองหลาง 2 ตำบลสวนหลวง อำเภอกระทบแบน จังหวัดสมุทรสาคร ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา


โดยพฤติการณ์ในคดีกล่าวคือ เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 3 และชุดปฏิบัติการสืบสวนปราบปรามอาชญากรรมตำรวจภูธรภาค 3 ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมาก เกี่ยวกับการหลอกให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ โดยการปลอมเป็นชาวต่างชาติ เพื่อหลอกให้รักหลอกให้หลง เมื่อเหยื่อหลงเชื่อ จะใช้อุบายว่าจะส่งสิ่งของมีค่ามาให้ หรือติดปัญหาในการเดินทางที่จะมาพบกัน และให้เหยื่อโอนเงินไปเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ โดยกลุ่มเป้าหมายจะเป็นหญิงไทยอายุมาก หรือบุคคลอื่นที่ต้องการมีสามีหรือภรรยาเป็นชาวต่างชาติ จึงทำให้เกิดความเสียหายจำนวนมาก



จากการสอบถาม น.ส.สถาพรฯ ให้การรับสารภาพว่า ปัจจุบันไม่ได้ประกอบอาชีพใด มีรายได้จากการหลอกลวงผู้อื่น โดยเมื่อประมาณปี 2560 ได้ไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย และได้รู้จักกับชาวต่างชาติ ซึ่งจะเป็นผู้หลอกลวงผู้เสียหาย มีการสนธนาผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อหลอกให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ ส่วนตนเองมีหน้าที่จัดหาบัญชีในการโอนเงินและคนกดเงินออก เมื่อมีการโอนเงินเข้ามาแล้ว จะทำการถอนออกทั้งหมด และโอนเงินต่อให้กับผู้ร่วมขบวนการซึ่งมีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ลักษณะเป็นกลุ่มแก๊งโดยแบ่งหน้าที่กันทำเพื่อให้ยากต่อการจับกุม ส่วนตนเองจะได้รับผลประโยชน์ตามเปอร์เซ็นต์จากเงินที่ผู้เสียโอนเข้ามา ซึ่งจากการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานพบว่ามีผู้เสียหาย

หลายร้อยราย ยังพบอีกว่ามีผู้เสียหายอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้เข้าแจ้งความ และยังมีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยทำมาแล้วประมาณ 4 ปี มีลักษณะการแบ่งหน้าที่กันทำมูลค่าความเสียหายมากกว่า 120 ล้านบาท เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้จับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดนำส่ง สถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ตามนโยบายของรัฐบาล โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการสืบสวนติดตามจับกุม กลุ่มมิจฉาชีพ ที่มีพฤติการณ์หลอกลวงประชาชน โดยเฉพาะการหลอกลวงหรือฉ้อโกงประชาชนผ่านช่องทางออนไลน์ อันเป็นการซ้ำเติมปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ในช่วงวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19



