เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 64 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องในคดีที่ น.ส.อภิญญา หรือสายป่าน สกุลเจริญสุข ดารานักเเสดงชื่อดังเเละเจ้าของธุรกิจอุปกรณ์ดำน้ำ
ยื่นฟ้องครูสอนดำน้ำโพสต์เฟซบุ๊กหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ทำให้บริษัทขายอุปกรณ์ดำน้ำของน.ส.อภิญญา ได้รับความเสียหายทางธุรกิจ ซึ่งคดีมีการเรียกค่าเสียหาย 5 ล้านบาท
โดย นางสาว อภิญญา หรือ “สายป่าน” ได้เดินทางมาพร้อมทนายความ พร้อมกล่าวยอมรับว่า หลังเหตุการณ์ที่เกิด ทางคู่กรณีไม่เคยเข้ามาขอโทษ ไม่เคยติดต่อมาพูดคุยหรือไกล่เกลี่ย ในเรื่องของความเสียหายทางธุรกิจก็ยังถือว่าได้รับผลกระทบอยู่ ผลประกอบการยังไม่ฟื้นกลับมาเหมือนเดิม ก่อนหน้านี้ก็เคยรอว่าคู่กรณีจะติดต่อกลับมาบ้างหรือไม่ แต่เมื่อเวลามันผ่านมาขนาดนี้ก็ค่อนข้างมั่นใจว่าเขาน่าจะเลือกเเล้ว ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกว่าเขาประวิงเวลา ถ้าถามในเรื่องของธุรกิจก็ยังไม่รู้สึกกลับมามั่นใจอะไรทั้งนั้นเมื่อถามว่ามั่นใจด้านคดีหรือไม่

น.ส.อภิญญา กล่าวว่าตนขอแค่เจอเขาก่อนเพราะตั้งแต่เกิดเรื่องก็ไม่ยังไม่ได้เจอเขาเลยจนถึงวันนี้ ส่วนเรื่องผลต่างๆก็คงจะต้องขอให้เป็นเรื่องของศาลที่จะพิจารณา สำหรับคำขอโทษ ส่วนตัวมองว่าหากขอโทษตอนนี้ก็คงจะไม่ทันแล้วเพราะหากจะขอโทษก็ควรขอโทษตั้งแต่ในช่วงแรกแล้วและคิดว่าตัวเขาเองคงตัดสินใจแล้วว่าเขาจะเลือกวิธีไหน ถ้าเรื่องจบได้เงินมาจะทำยังไงต่อ นั้น ตนไม่ได้วางแผนเลยและคิดว่าคงจะต้องไปทำบุญ ความจริงแล้วตนไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้นด้วยซ้ำและก็ไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้น แต่ในเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็คงต้องดำเนินการ
ทั้งนี้หากเจอกับคู่กรณี ก็คงไม่มีอะไรจะพูด เพราะส่วนตัวก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แล้วเขาก็ไม่ใช่คนที่เธอเคยรู้จักหรือสนิทมาก่อนอยู่แล้ว ดังนั้นเจอกันก็คงเป็นเหมือนคนแปลกหน้าที่เจอกันเท่านั้น คงไม่ได้คุยอยู่แล้ว ก็คงจะดำเนินการไปตามคดี
สำหรับข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณานั้นตนมองว่า มีพี่ๆน้องๆในวงการบันเทิงเจอการคุกคามหรือการมาคอมเมนต์ในลักษณะที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง จำนวนมากไม่เพียงแต่คนเพียงคนเดียว ซึ่งหลายคนก็ถูกการพูดถึงคอมเม้นถึงในโลกโซเชียลมีเดียต่างๆ ซึ่งทุกคนก็ดำเนินคดี อยากให้รู้ว่าถึงแม้จะเป็นคนของประชาชนแต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถคอมเม้นหรือโจมตีจู่โจมเราได้จากทาง โซเชียลมีเดีย ควรจะคอมเม้นท์ดี คิดเยอะๆก่อนจะเขียนหรือพูดอะไรลงไป เพราะพวกตนคงไม่อยู่เฉยๆ หากรู้สึกว่ามีโอกาสหรือรู้สึกว่ามีการคุกคามจริงๆ เราก็เอาคืนเเน่นอน

ทั้งนี้เห็นว่าหลายๆคนเมื่อถูกแจ้งความดำเนินคดี ก็จะส่งข้อความมาขอโทษ แต่ส่วนตัวรู้สึกว่าทำไมถึงไม่คิดก่อนทำ ก่อนทำอะไรก็ควรคิดให้เยอะๆหน่อย ส่วนตัวอยากทำธุรกิจตรงนี้ให้ดีที่สุด ซึ่งตอนนี้ต้องกอบกู้ชื่อเสียงกลับคืนมาก่อน ยืนยันจะเดินหน้าเอาเรื่องให้ถึงที่สุด
ธุรกิจนี้ทำคนเดียวแต่จดตั้งเป็นรูปแบบของบริษัท ซึ่งตนอยู่ในฐานะกรรมการบริหาร แต่หลังเรื่องนี้เกิดขึ้นก็มีคนที่ได้รับผลกระทบจำนวนมากเช่นพนักงานในบริษัทเป็นต้น ด้านทนายความ ระบุว่า วันนี้มาไต่สวนมูลฟ้อง ก่อนหน้านี้มีการนัดไกล่เกลี่ย หลายครั้ง ทางตนเคยเปิดโอกาสให้เข้ามาคุย เเต่ทางคู่กรณีไม่มา บอกขออนุญาตติดต่อทางอินเตอร์เน็ตอิเล็กทรอนิกส์ ทางโทรศัพท์ ส่วนเจ้าหน้าที่ศาลก็ติดต่อไม่ได้
การนัดมาเจอครั้งนี้เป็นการไต่สวนนัดเเรก ก่อนหน้านี้ต้องเลื่อนเพราะคู่กรณีไม่มา เเละเพราะเหตุโควิด ทำให้ไม่เคยได้คุยหรือไกล่เกลี่ยกันเลย เพราะเขาก็ไม่ได้มาแสดงตัวเพื่อแสดงความจริงใจหรือเพื่อต้องการไกล่เกลี่ย คู่กรณี ไม่เคยมีการติดต่อใดๆมาเลย ซึ่งเมื่อคู่กรณีไม่ติดต่อมาไม่ยอมมาพบเจอไกลเกลี่ยประกอบกับเจ้าหน้าที่ศาลติดต่อไปก็ติดต่อไม่ได้ ก็เลยส่งเรื่องกลับขึ้นสู่บัลลังก์เพื่อที่จะไต่สวนมูลฟ้อง
ทั้งนี้ตนมองว่าการนัดมาพูดคุยหรือไกล่เกลี่ย หรือ ได้พบเจอกันนั้นมันเป็นเรื่องของการแสดงความจริงใจว่าเขาพร้อมจะรับผิดชอบหรือเปล่า ซึ่งจากที่ผ่านมาเราก็ไม่เคยเห็นในส่วนนี้ ยืนยันมีพยานหลักฐานชัดเจนเรื่องความเสียหายของสายป่านวันนี้จะมาไต่สวนมูลฟ้องก่อนหากไต่สวนแล้วศาลประทับรับฟ้องก็คงจะต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาต่อไป

สำหรับหลักฐานนั้นยืนยันได้เพียงว่าชัดเจนแต่ไม่สามารถเปิดเผยได้เนื่องจากเป็นข้อมูลทางคดีแต่หลักฐานนี้จะเป็นในเรื่องของความเสียหายและความชัดเจนที่แสดงให้เห็นในเรื่องของการหมิ่นประมาททั้งนี้มีการเรียกค่าเสียหายด้วยยืนยันว่ายังเป็นจำนวน 5 ล้านบาท เหมือนเดิม
เมื่อถามว่าขณะนี้ธุรกิจเริ่มกลับมาเหมือนเดิมไหม เท่าที่ดูรายได้ผลประกอบการถ้าเทียบจากเมื่อก่อนก็ยังถือว่าแตกต่างกันมากยังคงลดอยู่ เพราะก่อนหน้านี้แม้จะเป็นช่วงการแพร่ระบาดของโควิด เเต่ก็พบว่าบริษัทสายป่านก็ยังขายได้อยู่จนกระทั่งมาถึงเรื่องนี้ ซึ่งภายหลังจากเกิดเรื่อง มีหลักฐานยกเลิกจากลูกค้าจำนวนมากมีหลักฐานชัดเจน สำหรับแนวโน้มทางคดี เรียกว่าทางตนสู้เต็มที่ ก็คิดว่าจะได้รับความเป็นธรรมที่จะประทับฟ้องในครั้งนี้ ส่วนตัวมองว่าถ้าขอโทษด้วยก็ดี แต่ก็ขอรับคำขอโทษเป็นเงินดีกว่าเพราะว่าน.ส.อภิญญาได้รับความเสียหายหนัก
กรณีนี้ได้รับผลกระทบส่วนหนึ่งมาจากพี่ทางบริษัทเเม่ที่ต่างประเทศด้วย ซึ่งทางบริษัทก็ส่งอีเมลล์กลับมาถ่มความคืบหน้าทางคดีเสมอ ว่าทำไมยอดตกแล้วคดีไปถึงไหน ตนก็มีการส่งอีเมลล์ตอบกลับไปชี้แจงเป็นระยะ ต้องบอกว่าจากเดิมธุรกิจเคยขายดีมากแต่พอมาเจอเรื่องนี้ ยอดตกลงไปเยอะมาก
“ถ้าหากคู่กรณีจริงใจตั้งแต่ครั้งแรกก็จะจบเร็วเพราะทางเราเปิดโอกาสตลอด แต่ครั้งนี้หากจริงใจด้วยก็ต้องมีค่าเสียหายมาด้วยเหมือนกัน “ ทนายความ กล่าว




