วันที่ 25 ก.ค. นี้ ที่ ห้องชิดชัย วรรณสถิตย์ สำนักงาน เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) นายวิชัย ไชยมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาธิการ ป.ป.ส.) มอบหมายให้นายธนากร คัยนันท์ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. เป็นประธานในการประชุมระดับผู้บริหารหน่วยงานภาคีตามโครงการปฏิบัติการเฉพาะกิจร่วม ไทย-ออสเตรเลียว่าด้วยความร่วมมือด้านยาเสพติด การฟอกเงินและอาชญากรรมข้ามชาติ (Taskforce Storm) และร่วมลงนามในพิธีลงนามขยายกรอบระยะเวลาปฏิบัติการ (Taskforce Storm) พร้อมด้วย พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง รองผบช.ปราบปรามยาเสพติด นายปีเตอร์ ไซคอร่า (Peter Sykora) ผู้บังคับการภูมิภาคเอเชีย ตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (Australian Federal Police :AFP) ประจำภูมิภาคเอเชีย ร.ต.อ. ปิยะ รักสกุล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และร.ต.อ. ไพรัตน์ เทศพานิช ที่ปรึกษาด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

โดยนายธนากร คัยนันท์ รองเลขาธิการ ป.ป.ส.กล่าวว่า ปฏิบัติการ Taskforce Stormมีการลงนามในข้อตกลงครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2559 โดยมีพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม(ขณะนั้น)เป็นสักขีพยานในการลงนามมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่าง ไทย-ออสเตรเลีย ในการจัดการปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ ที่สร้างผลกระทบไปทั่วโลก และการกระทำผิดยังเชื่อมโยงไปยังอาชญากรรมข้ามชาติ และมิติอื่น ๆอาทิ อาชญากรรมทางไซเบอร์ การค้ามนุษย์และอาวุธสงคราม การก่อการร้าย และการฟอกเงิน




รองเลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวอีกว่า นับตั้งแต่ประเทศไทยร่วมมือกับ AFP ภายใต้ปฏิบัติการเฉพาะกิจร่วม Taskforce Storm จากจำนวน 20 ปฏิบัติการ เป็นปฏิบัติการที่เสร็จสิ้นแล้ว 6 ปฏิบัติการ อยู่ระหว่างดำเนินการ 14 ปฏิบัติการ สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 55 ราย และผู้ต้องหาตามหมายจับจำนวน 13 ราย ตรวจยึดยาเสพติดทั้งหมดรวมกันได้กว่า 13 ตัน (13,393.44 กก.) ยึดทรัพย์ได้กว่า 1,150,068,648.15 ล้านบาท หรือประมาณ 51 ล้านเหรียญออสเตรเลีย

ทั้งนี้จากการดำเนินงานภายใต้ปฏิบัติการ Taskforce Stormที่มีผลการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญสร้างความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูล การขยายผลจับกุมและยึดทรัพย์ผู้ต้องหาทั้งในไทย ออสเตรเลีย และผู้ต้องหาที่หลบหนีการจับไปกุมไปยังประเทศต่าง ๆ ซึ่งการร่วมมือการดำเนินงานเช่นนี้ของทั้ง 2 ประเทศส่งผลให้การปราบปรามอาชญากรรมใน 2 ประเทศมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นทำให้หน่วยงานภาคีทั้งห้า ได้เห็นชอบให้มีการขยายระยะเวลาปฏิบัติการร่วมออกไปอีก 2 ปี ซึ่งในตอนท้าย ผู้แทนหน่วยงานภาคีทั้งห้า ได้ลงนามในเอกสารขยายกรอบระยะเวลาดังกล่าว โดยจะมีผลไปจนถึงวันที่ 18 ก.ค. 2568 .



